ไหว้พระและชมพระปรางค์เพื่อเริ่มต้นใหม่
กราบพระในพื้นที่ที่เปิดให้สักการะ แล้วตั้งจิตขอให้ชีวิตสว่างไสวและเดินทางปลอดภัย หากขึ้นชมพระปรางค์หรือพื้นที่สูงให้เดินตามทางที่กำหนดและไม่ปีนส่วนโบราณสถาน
วัดอรุณหรือวัดแจ้งเป็นพระอารามหลวงริมแม่น้ำเจ้าพระยา โดดเด่นด้วยพระปรางค์ประดับกระเบื้องเคลือบและเครื่องถ้วยจีน เป็นหนึ่งในสัญลักษณ์สำคัญของกรุงเทพฯ เหมาะกับการไหว้พระเพื่อความสว่างไสว การเริ่มต้นใหม่ และการเดินทางราบรื่น
วิธีไหว้และบทสวดด้านล่าง โปรดใช้วิจารณญาณประกอบ และปฏิบัติตามข้อกำหนดของสถานที่
กราบพระในพื้นที่ที่เปิดให้สักการะ แล้วตั้งจิตขอให้ชีวิตสว่างไสวและเดินทางปลอดภัย หากขึ้นชมพระปรางค์หรือพื้นที่สูงให้เดินตามทางที่กำหนดและไม่ปีนส่วนโบราณสถาน
วัดอรุณราชวรารามเป็นวัดเก่าแก่ที่มีมาตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยา เดิมชื่อ "วัดบางมะกอก" หรือเรียกสั้นๆ ว่า "วัดมะกอก" ตามชื่อย่านบางมะกอกริมแม่น้ำเจ้าพระยา ฝั่งธนบุรี เรื่องราวที่ทำให้วัดแห่งนี้กลายเป็นจุดสำคัญในประวัติศาสตร์ไทย เริ่มขึ้นในปี พ.ศ. 2310 เมื่อกรุงศรีอยุธยาเสียแก่พม่า สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชได้กอบกู้เอกราชและตั้งพระทัยจะย้ายราชธานีมาตั้งใหม่ ณ ฝั่งธนบุรี พระองค์ทรงกรีฑาทัพล่องลงมาทางชลมารคจากอยุธยา เสด็จมาถึงหน้าวัดมะกอกในเช้าวันหนึ่ง ขณะที่อรุณรุ่งสว่างพอดี พระองค์ทรงเห็นเป็นนิมิตอันเป็นมงคล จึงทรงโปรดเกล้าฯ ให้เปลี่ยนชื่อจาก "วัดมะกอก" เป็น "วัดแจ้ง" เพื่อระลึกถึงเหตุการณ์อันเป็นมงคลในยามอรุณรุ่งนั้น หลังจากตั้งกรุงธนบุรีเป็นราชธานี วัดแจ้งกลายเป็นส่วนหนึ่งของเขตพระราชวัง สมเด็จพระเจ้าตากสินทรงใช้วัดแห่งนี้เป็นที่ทรงเจริญวิปัสสนากรรมฐาน วัดนี้ยังเคยเป็นที่ประดิษฐานพระแก้วมรกตและพระบางที่อัญเชิญมาจากเวียงจันทน์ ก่อนจะอัญเชิญย้ายไปวัดพระศรีรัตนศาสดารามในสมัยรัชกาลที่ 1 ในรัชกาลที่ 2 พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย ขณะยังดำรงตำแหน่งเป็น "วังหน้า" ในสมัยรัชกาลที่ 1 ได้ทรงประทับใกล้กับวัดแจ้ง ทรงคุ้นเคยและศรัทธาในวัดแห่งนี้เป็นพิเศษ เมื่อพระองค์เสวยราชสมบัติเป็นรัชกาลที่ 2 จึงทรงโปรดเกล้าฯ ให้บูรณปฏิสังขรณ์วัดครั้งใหญ่ และทรงปั้นหุ่นพระประธาน "พระพุทธธรรมมิศรราชโลกธาตุดิลก" ด้วยฝีพระหัตถ์ของพระองค์เอง พระประธานองค์นี้จึงหาที่เปรียบมิได้ในประวัติศาสตร์ไทย เพราะพระมหากษัตริย์ทรงปั้นเอง พระองค์ยังพระราชทานนามใหม่ของวัดว่า "วัดอรุณราชธาราม" ต่อมาในรัชกาลที่ 3 ทรงโปรดให้สร้างพระปรางค์ใหญ่ที่เห็นในปัจจุบัน สูง 81.85 เมตร ประดับด้วยเครื่องลายครามและกระเบื้องเคลือบที่นำเข้าจากจีน กลายเป็นสัญลักษณ์อันโดดเด่นริมแม่น้ำเจ้าพระยา ปรากฏในธนบัตรไทยและสื่อสากลในฐานะภาพจำของกรุงเทพมหานครจนถึงทุกวันนี้ ตำนานที่เล่าสืบกันมาในย่านนี้คือเรื่องของ "ยักษ์วัดแจ้ง" และ "ยักษ์วัดโพธิ์" ที่เฝ้าประตูทางเข้าวัดทั้งสองริมแม่น้ำเจ้าพระยา ยักษ์วัดแจ้งสองตน ได้แก่ "สหัสเดชะ" ตัวสีขาว และ "ทศกัณฐ์" ตัวสีเขียว ทำจากปูนปั้นประดับด้วยกระเบื้องเคลือบสีสันสดใส เล่าสืบกันว่า ยักษ์วัดโพธิ์เคยข้ามแม่น้ำเจ้าพระยามาขอยืมเงินกับยักษ์วัดแจ้ง เมื่อถึงเวลาทวงคืน ยักษ์วัดโพธิ์กลับไม่ยอมใช้คืน เกิดการต่อสู้ขนาดใหญ่ระหว่างยักษ์ทั้งสองข้างแม่น้ำ ทำลายต้นไม้ใบหญ้าบริเวณนั้นจนราบเรียบเป็นที่โล่ง พระอิศวรทรงทราบจึงสาปยักษ์ทั้งสองให้กลายเป็นหิน เฝ้าประตูวัดของตนเองชั่วนิจนิรันดร์ ส่วนพื้นที่ที่ราบเตียนจากการต่อสู้ ผู้คนก็เรียกขานกันว่า "ท่าเตียน" สืบมาจนถึงปัจจุบัน ผู้คนนิยมมาขอพรที่วัดอรุณในเรื่อง "การเริ่มต้นใหม่" และ "ความรุ่งโรจน์" ตามนัยของชื่อ "อรุณ" อันแปลว่าเช้ารุ่ง สว่างไสว และตามความเชื่อที่สืบมาจากเรื่องราวการกู้ชาติของสมเด็จพระเจ้าตากสิน ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของการเริ่มต้นยุคใหม่หลังความมืดมิดของการเสียกรุง
เรื่องเล่าและความเชื่ออาจมีหลายสำนวน ที่เล่าไว้ตรงนี้คือสำนวนที่นิยมกัน
เช็คอินตอนอยู่ที่นี่ แล้วรีวิวของคุณจะได้ตรา ✓ ไปจริง คนอ่านจะรู้ว่าเขียนจากคนที่มาถึงที่จริง
ส่งเข้าคิวให้ทีมตรวจสอบก่อนแก้ข้อมูลจริง
เนื้อหาและความเชื่อในหน้านี้มีไว้เป็นข้อมูลและแรงบันดาลใจ โปรดใช้วิจารณญาณส่วนบุคคล