ขึ้นภูเขาทองไหว้พระบรมสารีริกธาตุ
เดินขึ้นบันไดอย่างระมัดระวัง กราบพระบรมสารีริกธาตุด้านบน ตั้งจิตขอแคล้วคลาดและเห็นทางออกของเรื่องติดขัด ควรเตรียมน้ำและหลีกเลี่ยงแดดจัด
วัดสระเกศหรือภูเขาทองเป็นวัดสำคัญที่มีเจดีย์บนเนินเขาจำลองและบันไดเวียนขึ้นสู่ยอดภูเขาทอง ภายในเจดีย์ประดิษฐานพระบรมสารีริกธาตุ คนนิยมขึ้นมาขอพรเรื่องแคล้วคลาด ความรุ่งเรือง และขอให้มองเห็นทางออกของปัญหา
วิธีไหว้และบทสวดด้านล่าง โปรดใช้วิจารณญาณประกอบ และปฏิบัติตามข้อกำหนดของสถานที่
เดินขึ้นบันไดอย่างระมัดระวัง กราบพระบรมสารีริกธาตุด้านบน ตั้งจิตขอแคล้วคลาดและเห็นทางออกของเรื่องติดขัด ควรเตรียมน้ำและหลีกเลี่ยงแดดจัด
วัดสระเกศราชวรมหาวิหาร เป็นวัดเก่าแก่ที่มีมาตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยา เดิมชื่อ "วัดสะแก" ตามต้นไม้สะแกที่ขึ้นในบริเวณนั้น จุดเริ่มต้นของชื่อปัจจุบันเกิดขึ้นในปี พ.ศ. 2325 เมื่อพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช ครั้งยังเป็นเจ้าพระยาจักรี ทรงยกทัพกลับจากปราบจราจลในกัมพูชา และก่อนจะเสด็จเข้ายึดอำนาจตั้งกรุงรัตนโกสินทร์ พระองค์ทรงหยุดทัพ ณ วัดสะแก ทรงสรงน้ำชำระพระเกศาก่อนเข้าพระนครเพื่อความเป็นมงคล ต่อมาเมื่อเสด็จขึ้นครองราชย์เป็นรัชกาลที่ 1 แห่งราชวงศ์จักรี จึงโปรดให้ปฏิสังขรณ์วัดและพระราชทานนามใหม่ว่า "วัดสระเกศ" มาจากคำว่า "สรงเกศ" ที่หมายถึงการชำระพระเกศา แต่ตำนานที่โด่งดังที่สุดของวัดสระเกศมาจากเหตุการณ์อันโศกสลดในรัชกาลที่ 2 ราว พ.ศ. 2363 เมื่อกรุงเทพฯ เผชิญกับการระบาดของ "โรคห่า" หรืออหิวาตกโรค รุนแรงที่สุดในประวัติศาสตร์ มีผู้เสียชีวิตวันละนับร้อยนับพัน ในยุคนั้นกฎเก่าห้ามเผาศพภายในกำแพงพระนคร ศพทั้งหมดต้องขนออกทาง "ประตูผี" มายังวัดสระเกศ ศพมีมากจนเผาไม่ทัน ต้องกองทิ้งไว้ในลานวัด ฝูงแร้งพันธุ์ใหญ่บินมารุมจิกกินศพจนกลายเป็นภาพหลอนของคนกรุงเทพฯ และเป็นที่มาของคำเล่าขาน "แร้งวัดสระเกศ" ที่จับคู่กับ "เปรตวัดสุทัศน์" และ "ยักษ์วัดแจ้ง" เป็นไตรภาคลี้ลับของพระนครยุครัตนโกสินทร์ตอนต้น สิ่งที่ทำให้วัดสระเกศกลายเป็นแลนด์มาร์กที่ทุกคนต้องมาเห็นในกรุงเทพฯ คือ "ภูเขาทอง" หรือ "พระบรมบรรพต" ในรัชกาลที่ 3 พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงดำริให้สร้าง "พระเจดีย์ภูเขาทอง" ในเขตพระนคร ตามแบบที่กรุงศรีอยุธยาเคยมี โดยทรงเลือกบริเวณวัดสระเกศเป็นสถานที่ก่อสร้าง พระองค์ทรงต้องการสร้างเป็นพระปรางค์ขนาดมหึมา แต่ดินบริเวณนั้นเป็นดินอ่อนใกล้คลอง รับน้ำหนักพระปรางค์ไม่ไหว ฐานจึงทรุดและพังลง การก่อสร้างต้องหยุดชะงัก กลายเป็นกองอิฐทิ้งร้างขนาดใหญ่อยู่หลายสิบปี จนถึงรัชกาลที่ 4 ในปี พ.ศ. 2408 พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงโปรดให้เปลี่ยนแบบการก่อสร้าง จากพระปรางค์เป็น "ภูเขาเทียมที่มีพระเจดีย์อยู่ด้านบน" ทรงเปลี่ยนชื่อเป็น "บรมบรรพต" และเสด็จไปทรงวางศิลาฤกษ์ด้วยพระองค์เอง การก่อสร้างใหม่นี้กินเวลานานข้ามรัชกาล จนถึงสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 5) จึงสำเร็จลุล่วงในที่สุด ภูเขาทองสูง 59 เมตร เทียบเท่าตึก 19 ชั้น มีบันได 344 ขั้นทอดเลื้อยขึ้นเป็นรูปก้นหอย ในปี พ.ศ. 2441 ลอร์ดเคอร์ซัน อุปราชอังกฤษประจำอินเดีย ได้นำพระบรมสารีริกธาตุที่ขุดค้นพบที่กบิลพัสดุ์ (เมืองพระชนมภูมิของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า) ทูลเกล้าฯ ถวายแด่รัชกาลที่ 5 ผอบหินที่บรรจุมามีจารึกอักษรพราหมีว่าเป็นพระธาตุที่แบ่งสรรในงานถวายพระเพลิงพระพุทธสรีระ พระองค์ทรงโปรดให้อัญเชิญพระบรมสารีริกธาตุนี้ขึ้นไปประดิษฐานในพระเจดีย์บรมบรรพต ภูเขาทองวัดสระเกศจึงเป็นที่บรรจุพระบรมสารีริกธาตุที่มีหลักฐานทางโบราณคดียืนยันชัดเจน ทุกปีในเทศกาลลอยกระทง วัดสระเกศจัด "งานภูเขาทอง" 7-10 วัน มีพิธีอัญเชิญผ้าแดงผืนยาวขึ้นห่มยอดเจดีย์ และให้ประชาชนเดินขึ้นบันได 344 ขั้นไปสักการะ ผู้คนนิยมมาไหว้พระบรมสารีริกธาตุเพื่อขอพรเรื่องความสำเร็จ การหลุดพ้นจากเคราะห์ และการเริ่มต้นใหม่ เหมือนพระเจดีย์ที่เริ่มจากกองอิฐทิ้งร้างนานหลายสิบปี จนกลายเป็นยอดทองคำของกรุงเทพฯ
เรื่องเล่าและความเชื่ออาจมีหลายสำนวน ที่เล่าไว้ตรงนี้คือสำนวนที่นิยมกัน
เช็คอินตอนอยู่ที่นี่ แล้วรีวิวของคุณจะได้ตรา ✓ ไปจริง คนอ่านจะรู้ว่าเขียนจากคนที่มาถึงที่จริง
ส่งเข้าคิวให้ทีมตรวจสอบก่อนแก้ข้อมูลจริง
เนื้อหาและความเชื่อในหน้านี้มีไว้เป็นข้อมูลและแรงบันดาลใจ โปรดใช้วิจารณญาณส่วนบุคคล