ไหว้พระศรีศากยมุนี
กราบพระประธานในพระวิหารด้วยความสำรวม ขอพรเรื่องความร่มเย็น แคล้วคลาด และสติในการตัดสินใจ สำรวจศิลปกรรมโดยรักษาความเงียบและไม่ใช้แฟลชในพื้นที่ห้าม
พระอารามหลวงสำคัญกลางกรุงเทพฯ เริ่มสร้างในสมัยรัชกาลที่ 1 และแล้วเสร็จในสมัยรัชกาลที่ 3 จุดเด่นคือพระศรีศากยมุนีและศิลปกรรมในพระวิหาร ใกล้เสาชิงช้าซึ่งเป็นสัญลักษณ์สำคัญของย่านเมืองเก่า เหมาะกับการไหว้พระเพื่อเสริมบารมีและความสงบ
วิธีไหว้และบทสวดด้านล่าง โปรดใช้วิจารณญาณประกอบ และปฏิบัติตามข้อกำหนดของสถานที่
กราบพระประธานในพระวิหารด้วยความสำรวม ขอพรเรื่องความร่มเย็น แคล้วคลาด และสติในการตัดสินใจ สำรวจศิลปกรรมโดยรักษาความเงียบและไม่ใช้แฟลชในพื้นที่ห้าม
วัดสุทัศนเทพวรารามราชวรมหาวิหาร เป็นพระอารามหลวงชั้นเอกที่พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช (รัชกาลที่ 1) โปรดเกล้าฯ ให้สร้างขึ้นในปี พ.ศ. 2350 พระองค์ทรงตั้งพระทัยให้เป็นวัดประจำพระนคร โดยเสด็จพระราชดำเนินอัญเชิญ "พระศรีศากยมุนี" พระพุทธรูปสำริดอายุกว่า 700 ปีจากเมืองสุโขทัย มาประดิษฐานเป็นพระประธาน วัดสร้างเสร็จสมบูรณ์และได้รับพระราชทานนามในรัชกาลที่ 3 พร้อมการตั้ง "เสาชิงช้า" ขนาดใหญ่ด้านหน้าวัด สำหรับใช้ในพระราชพิธีตรียัมพวาย-ตรีปวายของพราหมณ์ แต่นอกจากความเป็นวัดสำคัญของพระนคร วัดสุทัศน์ยังเป็นที่มาของตำนานผีไทยที่โด่งดังที่สุดเรื่องหนึ่ง — "เปรตวัดสุทัศน์" ตำนานนี้มีจุดเริ่มต้นในสมัยรัชกาลที่ 2 ราวปี พ.ศ. 2363 เมื่อกรุงเทพฯ เผชิญกับการระบาดของ "โรคห่า" หรืออหิวาตกโรค ที่รุนแรงที่สุดในประวัติศาสตร์ มีผู้คนเสียชีวิตวันละนับร้อยนับพัน ในยุคนั้นกฎเก่าห้ามเผาศพภายในกำแพงพระนคร ศพทั้งหมดต้องถูกขนผ่าน "ประตูผี" บริเวณวัดสระเกศ ออกไปเผาที่นอกเมือง ปริมาณศพมหาศาลทำให้เผาไม่ทัน ต้องกองทิ้งไว้ในลานวัดสระเกศ บางครั้งฝูงแร้งบินมารุมจิกกินจนเป็นภาพที่หลอกหลอนคนกรุงเทพฯ จนเกิดคำเล่าขานว่า "แร้งวัดสระเกศ" ในช่วงเดียวกัน วัดสุทัศน์ที่อยู่ไม่ไกล ก็เริ่มมีผู้คนพากันเล่าว่าเห็น "เปรต" ตัวสูงใหญ่ยืนนิ่งอยู่บริเวณลานหน้าวัดในยามค่ำคืน หรือเช้ามืดก่อนพระอาทิตย์ขึ้น ตัวเปรตว่ากันว่าผอมโซจนแลเห็นซี่โครง สูงเท่าต้นไม้ใหญ่ บางคนเล่าว่าเห็นเปรตยืนทอดเงายาวบนพื้นทรายของลานวัด ก่อนจะหายไปเมื่อแสงแดดส่อง แม้แต่ สมเด็จพระสังฆราช (สา ปุสฺสเทโว) ผู้เคยเป็นเจ้าอาวาสวัดสุทัศน์ในยุคหนึ่ง ก็มีคำเล่าว่าท่านเองเคยเห็นเปรตด้วยสายตาของท่าน ในอุโบสถของวัดยังมีภาพจิตรกรรมฝาผนังเก่าแก่ที่วาดรูป "เปรตนอนพาดกายให้พระสงฆ์พิจารณา" เป็นภาพที่มีชื่อเสียงในสมัยอดีต และเชื่อกันว่าเป็นที่มาส่วนหนึ่งของเรื่องเล่า คำกล่าวคล้องจอง "ยักษ์วัดแจ้ง แร้งวัดสระเกศ เปรตวัดสุทัศน์" จึงเกิดขึ้น เป็นการรวมสามสถานที่ลี้ลับของกรุงเทพฯ ในยุครัตนโกสินทร์ตอนต้น เป็นวาทกรรมที่ส่งต่อกันแบบเข้าใจง่ายและจดจำง่าย ในยุคหลังมีผู้พยายามอธิบายตำนานนี้ด้วยเหตุผล — บ้างว่าเสาชิงช้าขนาดยักษ์ที่ตั้งอยู่หน้าวัด เมื่อเห็นในสภาพแสงสลัวยามรุ่งสางหรือผ่านสายหมอกหนา จะดูคล้ายร่างผอมสูงของเปรตตามคติพุทธ บางคนกล่าวว่าเป็นเงาของเสาชิงช้าที่ตกลงบนพื้นทำให้ผู้ผ่านไปมาเข้าใจผิด แต่ไม่ว่าตำนานจะเกิดจากความเข้าใจผิด จากภาพจิตรกรรมฝาผนัง หรือจากเรื่องเล่าจริงของผู้พบเห็น เปรตวัดสุทัศน์ก็ได้กลายเป็นส่วนหนึ่งของจิตวิญญาณกรุงเทพฯ มากว่า 200 ปี ถูกนำไปสร้างเป็นละครโทรทัศน์หลายเวอร์ชัน และยังคงเป็นเรื่องเล่าที่คนกรุงรุ่นแล้วรุ่นเล่าได้ยินกันมาตั้งแต่เด็ก ทุกวันนี้วัดสุทัศน์ยังคงเป็นจุดมูสำคัญของกรุงเทพฯ ผู้คนนิยมมาไหว้พระศรีศากยมุนีเพื่อขอพรเรื่องการศึกษา ปัญญา ความเจริญรุ่งเรือง และที่นิยมเป็นพิเศษคือ การมาทำบุญอุทิศส่วนกุศลให้กับเปรตและผู้ล่วงลับ — ตามคติพุทธที่ว่าเปรตต้องอาศัยส่วนบุญที่ผู้มีชีวิตอุทิศให้
เรื่องเล่าและความเชื่ออาจมีหลายสำนวน ที่เล่าไว้ตรงนี้คือสำนวนที่นิยมกัน
เช็คอินตอนอยู่ที่นี่ แล้วรีวิวของคุณจะได้ตรา ✓ ไปจริง คนอ่านจะรู้ว่าเขียนจากคนที่มาถึงที่จริง
ส่งเข้าคิวให้ทีมตรวจสอบก่อนแก้ข้อมูลจริง
เนื้อหาและความเชื่อในหน้านี้มีไว้เป็นข้อมูลและแรงบันดาลใจ โปรดใช้วิจารณญาณส่วนบุคคล